วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การตัดไม้ทำลายป่า

การตัดไม้ทำลายป่า

 
การตัดไม้ทำลายป่าคือสภาวะของป่าตามธรรมชาติที่ถูกทำลายโดยการตัดไม้และการเผาป่า
การตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การนำต้นไม้และถ่านไม้มาใช้หรือจำหน่ายเป็นโภคภัณฑ์ ในระหว่างที่ทำการเลี้ยงสัตว์ เพาะปลูก และตั้งถิ่นฐาน บนพื้นที่ว่าง
การตัดไม้โดยไม่ปลูกทดแทนด้วยจำนวนที่เพียงพอ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาความแห้งแล้ง ซึ่งส่งผลเสียต่อการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโดยพืช บริเวณที่ป่าถูกทำลายโดยมากจะเกิดความเสียหายจากการพังทลายของหน้าดิน และพื้นที่มักจะด้อยคุณภาพลงจนกลายเป็นที่ดินที่ทำประโยชน์มิได้
ปัจจัยบางประการที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในระดับมหภาคคือ ความไม่เอาใจใส่หรือความไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง ขาดการให้คุณค่า การจัดการป่าไม้ที่ไม่เข้มงวด และกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่บกพร่อง ในหลายประเทศ การตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การสูญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การกลายสภาพเป็นทะเลทราย และการย้ายถิ่นฐานของคนพื้นเมือง ในกลุ่มประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากรต่ำสุดที่ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีการจัดการไม่ให้อัตราสุทธิของการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มสูงขึ้น
 
 

สาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า

           สาเหตุที่เป็นต้นกำเนิดของการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีมากมาย รวมถึงการทุจริตของหน่วยงานรัฐบาล การกระจายความมั่งคั่งและอำนาจอย่างไม่เสมอภาค การเพิ่มประชากรและมีประชากรมากเกินไป และการพัฒนาให้กลายเป็นเมือง บ่อยครั้งที่โลกาภิวัฒน์ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า แม้ว่าจะมีบางกรณีที่ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ (สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดจากขบวนการแรงงาน เงินทุน โภคภัณฑ์ และมโนคติ) ช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูป่าเฉพาะที่
ในปีพ.ศ. 2543 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอเอฟโอ) พบว่า “บทบาทของพลศาสตร์ประชากรในสภาพชุมชนท้องถิ่นอาจมีหลากรูปแบบตั้งแต่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจไปจนถึงไม่มีส่วนร่วมด้วยเลย” และพบว่าการตัดไม้ทำลายป่าอาจเป็นผลมาจาก “การรวมกันของความกดดันทางประชากรและสภาวะเศรษฐกิจซบเซา สภาพทางสังคมและเทคโนโลยี”
ตามรายงานของสำนักงานเลขานุการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สาเหตุทางตรงที่มีผลมากที่สุดคือการเกษตร การกสิกรรมเพื่อการดำรงชีพมีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่าถึงร้อยละ 48 การเกษตรเพื่อการค้ามีส่วนร้อยละ 32 การตัดไม้มีส่วนร้อยละ 14 และการตัดไม้เพื่อทำฟืนมีส่วนร้อยละ 5
มีการสืบพบว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้การแปลงสภาพป่าให้ผลประโยชน์มากกว่าการอนุรักษ์ป่า เป็นการทำลายระบบนิเวศวิทยาของป่าเช่นกัน หน้าที่สำคัญหลายอย่างของป่าไม่มีตลาดรองรับ ดังนั้นจึงไม่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนต่อผู้ครอบครองป่าหรือชุมชนที่พึ่งพิงป่าเพื่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของตน
           ในทัศนคติของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผลประโยชน์จากป่า เช่น การกักเก็บคาร์บอน หรือการสงวนความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นไปเพื่อกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอันดับแรก และการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผลประโยชน์เหล่านั้นยังไม่เพียงพอ ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนารู้สึกว่าบางประเทศในกลุ่มที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ตัดไม้จากป่าในประเทศไปเมื่อหลายศตวรรษที่แล้วและได้รับผลประโยชน์มากมายจากการตัดไม้ทำลายป่า และนับว่าเป็นเรื่องที่คดโกงหากจะปฏิเสธไม่ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้รับโอกาสเช่นเดียวกับที่ตนเคยได้ ที่น่าสงสารคือพวกเขาไม่ควรต้องออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ หากคนรวยเป็นผู้ก่อปัญญานั้น
            ผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วยว่าอุตสาหกรรมการตัดไม้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก ในทำนองเดียวกัน ไม่มีมติที่เป็นเอกฉันท์ว่าปัญหาความยากจนเป็นส่วนสำคัญในการตัดไม้ทำลายป่า บางกลุ่มโต้แย้งว่า คนยากจนมีทีท่าว่าจะถางพื้นที่ป่ามากกว่าเพราะไม่มีทางเลือก กลุ่มอื่น ๆ โต้แย้งว่าคนจนไม่สามารถจ่ายค่าวัสดุและแรงงานที่จำเป็นในการถางป่า จากที่กล่าวอ้างว่ามีการโต้แย้งว่าการเพิ่มของประชากรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า รายงานการศึกษาฉบับหนึ่งพบว่าการเพิ่มของประชากรจากอัตราการเกิดสูง เป็นแรงผลักดันอันดับแรกที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพียงร้อยละ 8 จากหลายสาเหตุ
               นักวิจารณ์บางคนสังเกตเห็นการแปรเปลี่ยนของแรงผลักดันที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่วนมากการตัดไม้ทำลายป่าเกิดจากกิจกรรมเพื่อการดำรงชีพและโครงการเพื่อการพัฒนาที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน เช่น การย้ายถิ่นฐานในหลาย ๆ ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นในละตินอเมริกา อินเดียและศรีลังกา ฯลฯ ในช่วงศตวรรษที่ 19 และช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ในช่วงทศวรรษที่ 1990 การตัดไม้ทำลายป่าส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางด้านอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานสกัดวัตถุดิบ ฟาร์มปศุสัตว์ระดับมหภาค และการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม
 

การควบคุมการตัดไม้ทำลายป่า

การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า (Reducing Emissions from การตัดไม้ทำลายป่า and Forest Degradation - REDD)
              องค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ รวมถึงองค์กรสหประชาชาติและธนาคารโลก ได้เริ่มพัฒนาโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมการตัดไม้ทำลายป่า ขอบเขตของงานที่ครอบคลุมเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า (REDD) ช่วยอธิบายประเภทของโครงการ ซึ่งใช้เงินโดยตรงหรือใช้สิ่งจูงใจอื่นเพื่อกระตุ้นให้ประเทศกำลังพัฒนาจำกัดหรือลดปริมาณการตัดไม้ทำลายป่า
การทำไร่นา
              มีการพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้ทำกสิกรรมได้อย่างปราณีตขึ้น เช่น การปลูกผลผลิตลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูง การทำเรือนกระจก การทำสวนที่เป็นส่วนประกอบของอาคารอิสระ และการปลูกผักในน้ำ แนวทางเหล่านี้มักจะต้องพึ่งความช่วยเหลือจากสารเคมีเพื่อรักษาระดับการให้ผลผลิตในจำนวนที่ต้องการ การทำการเกษตรแบบหมุนเวียนช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน การทำการเกษตรอย่างปราณีตอาจลดสารอาหารที่อยู่ในดินโดยการใช้แร่ธาตุจำนวนเล็กน้อยในอัตราเร่ง ซึ่งต้องใช้ในการทำให้ผลผลิตเติบโต
การจัดการป่าไม้
                 ความพยายามที่จะหยุดหรือชะลอการตัดไม้ทำลายป่ามีมาหลายศตวรรษเพราะรู้กันมานานแล้วว่าการตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดความเสียหายทางธรรมชาติ ในบางกรณีก็มากพอที่จะทำให้สังคมมนุษย์ล่มสลายไป ในตองกา ผู้ปกครองชั้นสูงสุดออกนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างรายได้ระยะสั้นจากการแปรสภาพป่าให้เป็นพื้นที่เพาะปลูก กับปัญหาการสูญเสียป่าไม้ระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้น ในระหว่างที่เมืองโทกุงะวะ ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 โชกุนได้พัฒนาระบบที่มีความซับซ้อนสูงในการวางแผนระยะยาวเพื่อหยุดและพลิกผันสภาพการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดในศตวรรษที่ผ่านมา ผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แทนการใช้ไม้ซุง และการใช้ที่ดินที่เคยทำการเกษตรมาหลายศตวรรษให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในช่วงศตวรรษที่ 16 เจ้าของที่ดินในเยอรมนีพัฒนาแผนวนวัฒนาวิทยาเพื่อรับมือกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านั้นมักจะมีขีดจำกัดทางด้านสิ่งแวดล้อมคือต้องมีฝนตกเพียงพอ ฤดูกาลไม่แห้งแล้ง และดินต้องใหม่มาก (เกิดจากปรากฏการณ์ภูเขาไฟหรือการเปลี่ยนสภาพของธารน้ำแข็ง) เพราะหากใช้ดินที่แก่และมีความอุดมสมบูรณ์น้อย ต้นไม้จะเติบโตช้าเกินไป เกินกว่าที่จะเพาะปลูกแบบวนวัฒนาวิทยาได้อย่างประหยัด ในขณะที่บริเวณที่มีฤดูแล้งมาก ๆ จะมีความเสี่ยงอยู่เสมอที่ไฟป่าจะทำลายผลิตผลจากต้นไม้ก่อนที่จะเติบโตเต็มวัย
ในพื้นที่ที่มีการตัดและเผาป่า หากเปลี่ยนเป็นการตัดและเผาให้เป็นถ่าน จะช่วยป้องกันปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวและปัญหาความเสื่อมโทรมของดินซึ่งตามมาภายหลัง ถ่านชีวภาพจึงเกิดขึ้น   และส่งกลับลงไปสู่ดิน ซึ่งวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นวิธีที่มีเสถียรภาพในการแยกธาตุคาร์บอน แต่ยังเป็นการพัฒนาผืนดินที่มีประโยชน์อย่างมากอีกด้วย เมื่อผสมกับมวลชีวภาพในดินจะทำให้เกิดดินดำเทอรา พรีต้า หนึ่งในชนิดของดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก และเป็นชนิดเดียวที่รู้กันว่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้
การฟื้นฟูสภาพป่า
                ในหลาย ๆ พื้นที่บนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า จำนวนของป่าไม้เพิ่มขึ้นใน 22 ประเทศจาก 50 ประเทศที่มีพื้นที่ป่าเยอะที่สุดในโลก ในช่วงปีพ.ศ. 2543-2548 เอเชียมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นทั้งหมด 1 ล้านเฮกตาร์ ป่าเขตร้อนในเอลซัลวาดอร์ขยายพื้นที่มากกว่าร้อยละ 20 ในช่วงปีพ.ศ. 2535-2544 และเนื่องจากกระแสดังกล่าวนี้ มีการศึกษานำเสนอว่า ป่าไม้ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 (เป็นพื้นที่ที่มีขนาดเท่าประเทศอินเดีย) ในปีพ.ศ. 2593 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการทำลายป่าในระดับมหภาค ในอดีตรัฐบาลกำหนดว่า พลเมืองทุกคนที่มีสุขภาพดี อายุตั้งแต่ 11-60 ปี ต้องปลูกต้นไม้ปีละ 3-5 ต้น หรือไม่ก็ช่วยเหลืองานทางด้านป่าไม้ในปริมาณเทียบเท่า รัฐบาลอ้างว่าอย่างน้อยจะปลูกต้นไม้ได้ 1 พันล้านต้นในประเทศจีนทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 ทุกวันนี้ไม่ต้องมีข้อกำหนดนี้แล้ว ทว่าทุกวันที่ 12 มีนาคม ของทุกปี คือวันปลูกต้นไม้ของประเทศจีน นอกจากนั้นยังเป็นการแนะนำโครงการกำแพงสีเขียวของประเทศจีน ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะหยุดยั้งการขยายตัวของทะเลทรายโกบีด้วยการปลูกต้นไม้
อย่างไรก็ตาม ต้นไม้จำนวนมากเหี่ยวเฉาตายหลังจากที่ปลูก (มากถึงร้อยละ 75) โครงการนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จนัก พื้นที่ป่าในประเทศจีนเพิ่มขึ้น 47 ล้านเฮกตาร์ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 จำนวนทั้งหมดของต้นไม้รวมทั้งสิ้นประมาณ 35,000 ล้านต้นและพื้นที่ที่มีป่าปกคลุมของแผ่นดินจีนทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.55 เมื่อ 20 ปีที่แล้วพื้นที่ที่มีป่าปกคลุมมีเพียงร้อยละ 12 แต่ตอนนี้มีร้อยละ 16.55
ในประเทศทางตะวันตก การเพิ่มขึ้นของความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์จากไม้ ซึ่งผลิตและเก็บเกี่ยวมาจากวิธีการแบบยั่งยืนทำให้เจ้าของที่ดินในป่าและอุตสาหกรรมป่าไม้ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้และการตัดไม้เพื่อทำซุง
              โครงการเพื่อช่วยเหลือป่าฝนของมูลนิธิอาร์เบอร์เดย์ เป็นมูลนิธิการกุศลที่ช่วยป้องกันปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มูลนิธิใช้เงินบริจาคกว้านซื้อและอนุรักษ์พื้นที่ป่าฝนก่อนที่บริษัทค้าซุงจะซื้อ มูลนิธิอาร์เบอร์เดย์ปกป้องผืนดินจากการตัดไม้ทำลายป่า ทั้งยังเป็นการล้อมกรอบวิถีชีวิตที่เป็นแบบดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า องค์กรดังเช่น สำนักงานป่าไม้สากล องค์กรคูลเอิร์ท กลุ่มนักนิยมธรรมชาติ กองทุนระดับโลกเพื่อธรรมชาติ กลุ่มอนุรักษ์สากล มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ในแอฟริกา และกลุ่มกรีนพีซมุ่งเน้นในการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยในป่าเช่นกัน
               กลุ่มกรีนพีซมีภารกิจเฉพาะคือแสดงรายละเอียดของป่าไม้ที่ยังไม่ได้รับความเสียหายลงบนแผนที่และลงข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ฮาวสตัฟเวิร์ค (HowStuffWorks) ทำแผนที่คร่าว ๆ แบ่งเป็นหัวข้อ เพื่อแสดงให้เห็นจำนวนป่าไม้ที่มีอยู่ก่อนยุคที่มนุษย์ถือกำเนิด (8,000 ปีมาแล้ว) และระดับของป่าในปัจจุบัน (ที่มีจำนวนลดลงแล้ว) แผนที่เหล่านี้ทำเครื่องหมายบอกจำนวนการฟื้นฟูสภาพป่าที่ต้องการการซ่อมแซมความเสียหายที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง
การปลูกป่า
             เพื่อให้มีไม้พอกับความต้องการของโลก จึงมีคำแนะนำว่าการปลูกป่าที่ให้ผลผลิตสูงเป็นเรื่องเหมาะสม คำนวณแล้วว่าการปลูกป่าที่ให้ผลผลิตเพียง 10 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ต่อปี (เป็นค่า MAI ที่ต่ำมาก) สามารถให้ทรัพยากรไม้ซุงที่จำเป็นต่อการค้าสากลโดยอาศัยเพียงร้อยละ 5 ของพื้นที่ป่าที่มีอยู่บนโลก ในทางกลับกัน ป่าตามธรรมชาติผลิตไม้ได้เพียง 1-2 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ ดังนั้นต้องอาศัยพื้นที่ป่ามากขึ้น 5-10 เท่า จึงจะผลิตได้พอที่จะตอบสนองความต้องการไม้ แชด โอลิเวอร์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้เสนอให้ปลูกป่าที่ให้ผลผลิตสูงเป็นแบบโมเสกในพื้นที่กระจายสลับกันอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน งานวิเคราะห์ข้อมูลชิ้นหนึ่งขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติแนะว่าโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพป่า “สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์พื้นที่ป่าทั่วโลกลดลงได้ ภายใน 30 ปี”
การฟื้นฟูสภาพป่าด้วยการปลูกต้นไม้สามารถอาศัยประโยชน์จากรูปแบบการตกของฝนที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถทำได้ด้วยการศึกษาว่ามีที่ใดที่คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นและเริ่มโครงการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่เหล่านั้น พื้นที่เช่น ประเทศไนเจอร์ เซียร์ราลีโอน และไลบิเรีย เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในลำดับต้น ๆ เพราะประเทศเหล่านี้เดือดร้อนจากพื้นที่ทะเลทรายที่กำลังขยายตัว (ทะเลทรายซาฮารา) และความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังลดลง (ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังเป็นแหล่งสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ)
 
 
 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปรากฏการณ์เรือนกระจก



ปรากฏการณ์เรือนกระจกคืออะไร?

          "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect)  คือ  ปรากฏการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
เนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดที่สะท้อนกลับถูกดูดกลืนโดย
โมเลกุลของไอน้ำคาร์บอนไดออกไซด์C2O,มีเทน(CH4)และCFCsไนตรัสออกไซด์(N2O)ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูงขึ้นมีการถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นการถ่ายเทพลังงานและความยาวคลื่นของโมเลกุลเหล่านี้ีต่อๆกันไปในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเกิดการสั่นการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและมาชนถูกผิวหนังของเราทำให้เรารู้สึกร้อน



                         
                                                              

เรือนกระจก

ในประเทศในเขตหนาวมีการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยการควบคุมอุณหภูมิความร้อนโดยใช้หลักการที่พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจกแต่ความร้อนที่อยู่ภายในเรือนกระจกไม่สามารถสะท้อนกลับออกมาทำให้อุณหภุมิภายในสูงขึ้นเหมาะแก่การเพาะปลูกของพืชจึงมีการเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นนี้ว่าภาวะ เรือนกระจก(greenhouse effect)



        ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) เป็นก๊าซที่สะสมพลังงานความร้อนในบรรยากาศโลกไว้มากที่สุดและมีผลทำให้ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆCO2ส่วนมากเกิดจากการกระทำของมนุษย์เช่น 
              - การเผาไหม้เชื้อเพลิง
              - การผลิตซีเมนต์
              - การเผาไม้ทำลายป่า


   
ก๊าซชนิดใดบ้างที่มีบทบาทในการทำให้เกิดปรากฏการณ์ให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

             -   ก๊าซมีเทน(CH4) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากมูลสัตว์เลี้ยง เช่น วัว  ควาย  การเผาไหม้เชื้อเพลิง ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ 

             -  ก๊าซไนตรัสออกไซด์(N2O) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การใช้ปุ๋ย มูลสัตว์ที่ย่อยสลาย การสันดาปน้ำมันเชื้อเพลิงจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิตเช่นอุตสาหกรรมเคมี  อุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิดอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน 

             - คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน(Chlorofluorocarbon- CFCs) เป็นสารสังเคราะห์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม
ประกอบด้วยคาร์บอน(C) คลอรีน(Cl) และฟลูออรีน(F) ซึ่งเป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นสาเหตุุ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น รังสีเหนือม่วงชนิด B หรือ Ultraviolet B ส่งมายังผิวโลกมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องทำความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โฟม กระป๋องสเปรย์ สารดับเพลิง สารชะล้าง ในอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์



             ในปัจจุบันมีการตระหนักถึงความสำคัญของชั้นโอโซนมากขึ้นและพบว่าสาเหตุหลักของปัญหา
ชั้นโอโซนถูกทำลายนั้นมาจากสารกลุ่ม CFCs เป็นหลัก นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับสารเคมีในกลุ่มฮาโลคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของคลอรีน ฟลูออรีน โบรมีน คาร์บอน และไฮโดรเจน จากการสำรวจโอโซนที่บริเวณขั้วโลกใต้ในปีพ.ศ.2528 พบหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้ (antartic ozone hole)  ซึ่งการถูกทำลายนี้จะเกี่ยวข้องกับสารคลอรีนเสมอทำให้ประเทศในกลุ่มซีกโลกตะวันตกและองค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติมีมาตรการดำเนินการเพื่อป้องกันและมีข้อกำหนดต่างๆขึ้น   


     

            ที่มา...http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ecology/chapter2/chapter2_airpollution13.htm


วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน

          ในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ทั้งภายในประเทศและในท้องถิ่นมีแนวโน้มถูกทำลายเพิ่ม มากขึ้น ในขณะเดียวกัน    สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม (ที่มนุษย์สร้างขึ้น) กลับเพิ่มมาแทนมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เนื่องจาก  ในปัจจุบันจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่ม
ขึ้นอย่างรวดเร็ว   มีการประดิษฐ์และพัฒนาเทคโนโลยี  มาใช้อำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ผลจากการทำลายสิ่งแวดล้อม  ทางธรรมชาติ  ส่งผลกระทบต่อ มนุษย์หลายประการ เช่น ปัญหาการแปรปรวนของภูมิอากาศโลกการร่อยหรอ    ของทรัพยากรธรรมชาติภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น   มลพิษสิ่งแวดล้อมขยายขอบเขต กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง    ต่อการดำรงอยู่และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวทุกคนจึงต้อง     ตระหนักถึง ปัญหาร่วมกัน โดยศึกษาถึงลักษณะของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนแสวงหาแนวทางในการ ป้องกันเพื่อแก้ปัญหา

ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม 


    เทคโนโลยี คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยประโยชน์หากนำมาใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็จะส่งผล กระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในระยะที่ผ่านมามนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในทุก ๆ ด้าน แต่ในทางตรงกันข้าม ผลจากการใช้อย่างขาดสติก็ได้ส่งผลกระทบต่อทั้งมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ดังนี้ 

1. ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการ ดำรงชีวิตของทั้ง มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลถูกทำลาย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือ 
(1) การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่
     - การสูญเสียทรัพยากรดิน เกิดปัญหาการพังทลายของดิน ดินเสื่อมคุณภาพ อันเป็นผล
       จากการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การใช้สารเคมีในการเกษตร
     - การสูญเสียทรัพยากรน้ำ เช่น แหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำ
       เน่าเสีย การทิ้งสิ่งปฏิกูลที่ย่อยสลายได้ยาก และปล่อยสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ
     - การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใน
       การทำลายป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
     - การสูญเสียทรัพยากรแร่ธาตุ และพลังงานจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน   ทำให้มีการนำทรัพยากรแร่ธาตุมาใช้อย่าง            แพร่หลายโดยเฉพาะพลังงาน ปีหนึ่ง ๆ ต้องสูญเสีย งบประมาณในการ จัดหาพลังงานมาใช้เป็นจำนวนมหาศาล 
(2) สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
     หลังจากที่สิ่งมีชีวิตก่อกำเนิดขึ้นบนโลก จากนั้นได้วิวัฒนาการเพิ่มจำนวนและชนิดมากขึ้นเป็นลำดับ ต่อจากนั้น  ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม  ตามธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มสูญพันธุ์อย่างช้า และมีการคาดการณ์ว่าสิ่งมีชีวิต   จะมีอัตราการสูญพันธุ์ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,000 เท่า  
(3) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกกิจกรรมของมนุษย์หลายประการมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งในปัจจุบันและในอนาคต 
ที่มา...http://arnuchit.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41982217
เขียนเมื่อ... วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2555

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แผ่นดินไหวคืออะไร...?

แผ่นดินไหวคืออะไร...?


                เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิต และทรัพย์สินของมนุษย์ได้เป็นบริเวณกว้าง เชื่อกันว่าทุกประเทศได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ปัจจุบันพบว่ามีความพยายามอย่างมากในหลายประเทศ ซึ่งได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหว ศึกษา และทำความเข้าใจถึงกลไกของการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อการพยากรณ์แผ่นดินไหว และทำนายเหตุการณ์ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด? ที่ไหน? ขนาดเท่าใด? แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีผู้ใดสามารถ พยากรณ์แผ่นดินไหวได้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเผชิญภัยแผ่นดินไหว คือการเตรียมพร้อมที่ดี แต่ละประเทศควรมีมาตรการในการป้องกัน และบรรเทาภัยแผ่นดินไหวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว รอยเลื่อนต่าง ๆ ให้ความรู้ และข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวต่อประชาชน ให้มีการแบ่งเขตแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของความเสี่ยงภัย ออกกฎหมายให้อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สามารถรับแรงแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เสี่ยงภัย มีการวางแผนการจัดการที่ดี หากเกิดความเสียหายร้ายแรงหลังการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิประเทศ จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวต่ำ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมมาตรการข้างต้นโดยมีภารกิจในการตรวจวัดแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเป็นประจำ ตลอดจนวางแผนจัดตั้งโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณชนได้ 

บริเวณแนวแผ่นดินไหวโลกบริเวณขอบของเปลือกโลก

                   แผ่นดินไหว เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เกิดจากการเคลื่อนตัวโดยฉับพลันของเปลือกโลก ส่วนใหญ่ แผ่นดินไหวมักเกิดตรงบริเวณขอบ ของแผ่นเปลือกโลกเป็นแนวแผ่นดินไหวของโลก การเคลื่อนตัวดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากชั้นหินหลอมละลาย ที่อยู่ภายใต้เปลือกโลก ได้รับพลังงานความร้อนจากแกนโลก และลอยตัวผลักดันให้เปลือกโลกตอนบนตลอดเวลา ทำให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นมีการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ กันพร้อมกับสะสมพลังงานไว้ภายใน บริเวณขอบของชิ้นเปลือกโลกจึงเป็นส่วนที่ชนกันเสียดสีกัน หรือแยกจากกัน หากบริเวณขอบของชิ้นเปลือกโลกใด ๆ ไม่ผ่านหรืออยู่ใกล้กับประเทศใดประเทศนั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้นพลังที่สะสมในเปลือกโลก ถูกส่งผ่านไปยังเปลือกโลกพื้นของทวีป ตรงบริเวณรอยร้าวของหินใต้พื้นโลกหรือที่เรียกว่า "รอยเลื่อน" เมื่อระนาบ รอยร้าวที่ประกบกันอยู่ได้รับแรงอัดมาก ๆ ก็จะทำ ให้รอยเลื่อนมีการเคลื่อนตัวอย่างฉับพลันเกิดเป็น แผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน



ที่มา....http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=31