ประเทศไทย มีแนวชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร
มีส่วนที่มีป่าชายเลนขึ้นอยู่ประมาณร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่งเท่านั้น
ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่สำรวจในปี 2504 ประมาณ 2,299,375
ไร่ แต่จากการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนของกรมป่าไม้
โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในปี 2532 ปรากฏว่าพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดเหลือประมาณ
1,128,494 ไร่ โดยส่วนใหญ่กระจาย อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ
ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประมาณ 888,564 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 78.74
ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด รองลงไปอยู่ในเขตภาคตะวันออก
ภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคกลาง (หรือก้นอ่าวไทย) มีเนื้อที่ประมาณ 129,430 ไร่, 106,775 ไร่ และ 3,725 ไร่
หรือคิดเป็นร้อยละ 11.47, ร้อยละ 9.46 และร้อยละ
0.33 ของ
พื้นที่ป่าชายเลนทั้งประเทศตามลำดับ (ไพโรจน์, 2534)
จากการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศ มีส่วนสำคัญทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลง
กล่าวคือ
ในช่วงปี 2504 – 2518 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 345,000
ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 24, 643 ไร่
ในช่วงปี 2518 – 2522 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 158,700
ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 39,675 ไร่
ในช่วงปี 2522 – 2529 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 568,001
ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 81,143 ไร่
ในช่วงปี 2529 – 2532 เนื้อที่ป่าชายเลนลดลง 99,153
ไร่ หรือลดลงเฉลี่ยปีละ 33,060 ไร่
ในช่วงปี 2504 – 2532 เนื้อที่ป่าชายเลนถูกทำลายทั้งสิ้น
1,170,881 ไร่
คิดเป็นร้อยละ 50.93 ของเนื้อที่ป่าชายเลนที่มีอยู่ในปี
2504 หรือคิดเป็นอัตราการทำลายเฉลี่ยปีละประมาณ 41,817
ไร่
สาเหตุสำคัญของการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนในช่วงหลังปี 2522 เนื่องจากมีการตื่นตัวในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้ง
เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างสูง และมีระยะคืนทุนสั้นทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดยมีเนื้อที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นจาก 162,725 ไร่ ในปี 2522
เป็นประมาณกว่า 600,000 ไร่ ในปี 2529 หรือคิดเป็นร้อยละ 64.30 ของพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกทำลายทั้งหมด
ส่วนการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่น เช่น การทำเหมืองแร่
การทำนาเกลือ การทำเกษตรกรรม การขยายตัวของชุมชน การสร้างท่าเทียบเรือ
การสร้างถนนและสายส่งไฟฟ้า การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และการ
ขุดลอกร่องน้ำ มีการขยายตัวไม่มากนัก โดยในช่วงระหว่างปี 2523
– 2529 ประมาณ 328,581 ไร่ หรือคิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ
35.70 ของเนื้อที่ป่าชายเลนที่ถูกทำลาย
ทั้งหมดจนถึงปี 2529 (ไพโรจน์, 2534)
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ
ดังกล่าวมาแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสีย
และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นอย่างมาก ซึ่งลักษณะของผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นต่อป่าชายเลนนี้
จำแนกได้เป็น ประการใหญ่ ๆ (สนิท, 2532) คือ
ประการแรก เป็นผลกระทบทางด้านกายภาพ และเคมีภาพ ได้แก่ อุณหภูมิน้ำ
ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ ปริมาณธาตุอาหาร ความเค็ม สภาพทางอุทกวิทยา
(การขึ้นลงของน้ำทะเลและปริมาณน้ำจืด) การตกตะกอน และน้ำขุ่นข้น ปริมาณสารพิษในน้ำ
และการพังทลายของดิน เป็นต้น
ประการที่สอง ผลกระทบทางด้านชีววิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงชนิด
ปริมาณและลักษณะโครงสร้างของพืชและสัตว์น้ำ
ประการสุดท้าย เป็นผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศ (Ecological balance) เช่น การสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทำลายที่อยู่ (habitat)
การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อาหาร (food chain) ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศป่าชายเลนเอง
และระบบนิเวศประเภทอื่น ๆ ในบริเวณชายฝั่งและใกล้เคียงป่าเลน
สรุปปัญหาที่เกิดขึ้นกับป่าชายเลน
1. การใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป
การบุกรุกป่าชายเลนเพื่อหาผลผลิตจากป่าโดยตรงจนเกินขีดความสามารถของป่า
ตลอดจนการอนุญาตให้เข้าตัดฟันป่าไม้ชายเลนมากเกินไป
ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อป่าชายเลนโดยตรงในแง่ของการให้ผลผลิตและการบริการต่าง ๆ
ดังกล่าวแล้ว
2.
การแปรสภาพป่าชายเลน กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การทำบ่อปลา และการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย
มักจะได้รับการพิจารณาว่ามีคุณค่าและได้รับการสนับสนุนให้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้น
3.
กิจกรรมการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนที่มากเกินไป
รวมทั้งกิจกรรมที่ต้องอาศัยการาแปรสภาพป่าชายเลน
อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบด้านเศรษฐกิจสังคมสำหรับชุมชนชายฝั่งทะเลได้
ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมต่าง ๆ
เหล่านี้ยังทำให้พืชและสัตว์หลายชนิดในป่าชายเลนต่างก็สูญพันธุ์ไปมากแล้ว